15/06/2021

ดูหนังออนไลน์เต็มเรื่อง ชัดระดับ hd ดูฟรี

ดูหนังใหม่ชนโรง 2020 เว็บดูหนังออนไลน์ ฟรี HD ชัด เต็มเรื่อง มาสเตอร์ พากย์ไทย ซาวด์แทร็ก ซับไทย รวมหนังมาแรง หนังซูม หนังดี หนังมันๆ ดูซีรี่ย์บนมือถือ อัพเดตทุกวัน.

รีวิว สไปเดอร์แมน 1 Amazing Spider Man

สไปเดอร์แมน 1

ย้อนกลับไป “The Amazing Spider-Man” ภาคแรก ผมให้คำอธิบายศัพท์แก่ภาคนั้นไว้ว่า “ตื่นตาตื่นใจกว่าที่คิด แต่ยังไม่จับจิตเท่าที่ควร” ด้วยเหตุผลหลักเป็นแม้ Spider-Man เวอร์ชัน Marc Webb จะมีงานสร้างที่มองน่าประทับใจแล้วก็ตรงใจคอ Comic ไม่น้อย แต่ในฐานะคนที่มิได้ตาม Comic ยังมีความรู้สึกว่ามันยังไปไม่สุดในด้านอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งปัญหาเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ในภาค 2 ถ้าเกิดถามคำถามว่า “The Amazing Spider-Man 2″ บันเทิงใจมั้ย ตอบได้เลยว่าบันเทิงใจ แต่ถ้าเกิดถามคำถามว่าสุดมั้ย บอกเลยว่าไม่

หนัง Superhero ภาคต่อมีจุดเหนือกว่าหนังภาคแรกตรงที่ไม่ต้องเสียเวล่ำเวลาเล่าจุดกำเนิดอีกต่อไป สามารถเล่าราวที่ปรารถนาได้เต็มกำลัง แต่ในช่วงนี้ ผู้คนจำนวนมากอยากดูหนัง Superhero ที่เป็นมากกว่าแค่หนัง Superhero หนังภาคต่อก็เลยจำเป็นต้องสร้างสรรค์ Theme ของเรื่องให้น่าดึงดูดเพียงพอ ไม่งั้นมันจะกลายเป็นเพียงแค่งานที่ซ้ำซาก ขายของเก่า แต่ไม่มีอะไรให้จำ อย่าง Spider-Man 2 มี Theme หลักเป็น “เมื่อยล้าที่จะเป็น Spider-Man” Iron Man 3 มี Theme “ถ้าเกิดไม่มีชุดแล้วจะเป็นอย่างไร” The Dark Knight ใช้ Theme “จะตายอย่างฮีโร่ หรืออยู่จนกระทั่งเห็นตนเองเป็นคนร้าย” หรืออย่าง Captain America: The Winter Soldier ก็มี Theme หลักกล่าวถึง “ความไม่ไว้วางใจ” คำถามเป็น The Amazing Spider-Man 2 มี Theme หลักหรือไม่

คำตอบเป็น “ไม่รู้จักเหมือนกัน” Spider-Man ภาคนี้มีประเด็น มีเนื้อเรื่อง มิได้กะขาย Action อย่างเดียว แต่ช่วงเวลาเดียวกันประเด็นที่หนังต้องการจะเล่ามันก็จำนวนมาก จนกระทั่งล้น ผสมกันไม่ลงตัว แล้วก็คิดไม่ตกว่าจะยกเรื่องไหนเป็นประเด็นสำคัญดี แถมพอถึงช่วงจะเฉลยปิดประเด็น ก็ลากเหลือเกิน จนกระทั่งน่าเสียดายสิ่งที่บากบั่นปูมา ตั้งแต่ประเด็นเรื่อง “พ่อ” ที่ปูกันมาภาคที่แล้ว เสมือนจะให้เป็นประเด็นสำคัญ แต่พอมาเฉลยในภาคนี้ก็มิได้มีความรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่น่าทึ่งอะไร ประเด็นครอบครัวระหว่าง “Peter” กับ “ป้า May” ก็ไปไม่สุดแล้วก็กลายเป็นเพียงแค่ฉากขำขันๆเสียมากกว่า ประเด็นความรักของ “Peter” (Andrew Garfield) กับ “Gwen” (Emma Stone) ซึ่งมองสวยดี แต่พอถึงบทสำคัญ กลับให้เวลาน้อยเกินไป แถมในช่วงท้ายหนังยังบากบั่นใส่ประเด็น Spider-Man Return เข้ามาอีก ในขณะที่ประเด็นในช่วง 10 นาทีสุดท้ายมันสามารถเอาขยายไปเป็นอีกภาคได้เลย พอเอามาเล่าในช่วงเวลาแค่ 10 นาที มันเลยมีความรู้สึกว่าไม่สุด แล้วก็กลายเป็นส่วนเกินไป

สไปเดอร์แมน 1 ผ่านมาที่ฝั่งตัวร้าย ภาคนี้ก็ยังคงปัญหาเดิมๆเป็น “น่าผิดหวัง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Electro” ที่อุตส่าห์ได้ Jamie Foxx มาเล่น แล้วก็การปูประเด็นเรื่อง Nobody แล้วก็การเปลี่ยนจาก Fanclub มาเป็น Anti-fan ในทีแรกๆก็มองน่าดึงดูดดี แต่พอกลายเป็นมนุษย์กระแสไฟฟ้าสุดกำลัง Electro ก็กลายเป็นเพียงแค่ตัวร้ายดาษๆที่มีไว้โชว์ Effect สวยๆเวลาสู้กับ Spider-Man อีกรอบ ส่วน “Harry Osborn” (Dane DeHaan) หนังก็ปูเรื่องราวของ Harry ได้ไม่สุด ไม่ว่าจะเป็นความสโมสรของเขากับเพื่อนเก่า Peter หรือความสัมพันธ์ของ Harry กับพ่อ ทำให้มิติของ Harry ดูกรบเรียบไปหน่อย แถมพอช่วงกลายเป็น Green Goblin ก็มองความน่าสยดสยองจะน้อยกว่าตอนเป็น Harry เสียอีก แต่ขั้นต่ำ Dane ในช่วงที่เป็น Harry ก็ยังพอทำให้พวกเราได้เชื่อว่า ไอ้เด็กคนนี้มันสามารถเป็นหัวหน้ากลุ่มคนร้าย The Sinister Six ได้ (หนังภาคแยกที่ Sony วางแผนจะสร้างต่อไป) ส่วนตัวร้ายอีกคนภายในเรื่องอย่าง “Rhino” (Paul Giamatti) งานดีไซน์สวย แต่มีความรู้สึกว่าถ้าเกิดเอาออกไปก็อาจจะช่างเถอะ

แม้กระนั้น ถ้าเกิดมองเอาบันเทิงใจ The Amazing Spider-Man 2 ก็ยังให้ได้ในจุดนี้ ซึ่งจำเป็นต้องขอบคุณมากงานด้านภาพแล้วก็เสียงที่ช่วยดึงอารมณ์ สร้างความระทึกใจให้กับพวกเราได้พอเหมาะ นึกออกว่า Marc Webb เคยบอกว่า เหตุที่เลือก Electro มาเป็นคนร้ายภาคนี้ เพราะเอื้อให้หนังสร้างแล้วก็ใส่ฉาก Action อันสดใหม่แล้วก็น่าตื่นตาเข้าไป ซึ่ง Marc ก็กล่าวถูก VFX สายฟ้าของ Electro ทำออกมาได้อย่างสวย ยิ่งผสานกับมุมกล้องที่มีใช้ Slowmotion แบบพอดิบพอดีๆทำให้ดูแล้วสนุกมาก แต่ที่เด่นที่สุดเป็นงานด้านเสียง ที่ Marc เลือกใช้แนวดนตรีแบบ Dupstep (แนวอิเล็กทรอนิกส์แบบหนึ่ง) ถือว่าแปลกใหม่มากกับหนัง Superhero แต่ก็กับตัว Spider-Man มาก เพราะฟังแล้วมันให้ความรู้ความเข้าใจสึกวัยรุ่นคละเคล้าเกรียนๆแบบที่ Spider-Man เป็น หลายช่วงงานด้านเสียงเด่นมาก จนกระทั่งจำเป็นต้องโยกตัวไปตามจังหวะดนตรีเลย

จะว่าไปก็ไม่สนเท่ห์ใจที่งานด้านเสียงแล้วก็ภาพจะโดดเด่นขนาดนี้ เพราะ Marc Webb นั้นเติบโตมาจากสายควบคุม MV อยู่แล้ว งานที่ผมถูกใจมากของ Marc อย่าง 500 Days of Summer ก็เป็นงานที่ใช้เสียงเพลงสนับสนุนอารมณ์ได้อย่างน่าประทับใจ แต่ในเวลาเดียวกัน การที่ Marc มาจากสาย MV ก็อาจก่อให้ Marc มีปัญหากับการเล่าหนังขนาดยาวได้เหมือนกัน The Amazing Spider-Man 2 ให้ความรู้ความเข้าใจสึกอย่างกับการนั่งมอง MV ดีๆหลายตัว ซึ่งถ้าเกิดมองแยกเป็น MV ไป มันจะดูดีมาก แต่พอจับเอามารวมกัน ภาพรวมกลับออกมาแบบขาดๆเกินๆไปแทน

อย่างหนึ่งที่มีความรู้สึกว่าขาดมาตั้งแต่ภาคที่แล้วก็คือ การเป็น Superhero สู้ชีวิตของ Spider-Man ฐานะไม่ค่อยดี จำเป็นต้องปฏิบัติงานไปด้วย เรียนไปด้วย ช่วยคนไปด้วย ช่วงเวลาเดียวกันก็จำเป็นต้องบากบั่นรักษาความรักของตนให้รอด ไม่รู้จักเป็นความตั้งอกตั้งใจหรือยังมิได้เล่าของผู้สร้าง ที่กลับเลือกทอดทิ้งสเน่ห์ส่วนนี้ไป แล้วก็หันไปเน้นเฉพาะมุมมองความเกรียนแทน Spider-Man ในแบบ Andrew Garfield กลายเป็น Spider-Man ที่มองเพอร์เฟ็คเหลือเกิน (ยิ่งหน้าตาพี่มึงก็หล่อชอบใจสาวอยู่แล้ว) มองไม่ค่อยมีเรื่องมีราวให้ทุกข์ใจเท่าใด ขนาดฉากสำคัญช่วงท้าย ก็ให้เวลาซึมเศร้าเพียงแค่ไม่นาน และจากนั้นก็ไปประเด็นอื่น

ทดลองคิดเล่นๆว่าถ้าเกิดสมมติ หนังลดประเด็นอันวุ่นวายในภาคนี้ลงให้เหลือแต่เรื่องความรักของ Peter กับ Gwen เป็นหลัก ซึ่งเป็นจุดที่ทำได้ดีมากอยู่แล้ว เพราะ Marc ถนัดแนวนี้อยู่แ้ล้ว ยิ่งในชีวิตจริงทั้ง Andrew กับ Emma ก็คบกันจริง ยิ่งเพิ่มพลังจิ้นเข้าไปใหญ่ แล้วก็เสริมเติมประเด็นการสู้ชีวิตของ Spider-Man เข้าไป มันอาจก่อให้พวกเราได้หนัง Superhero ที่โรแมนติกที่สุดมาก็ได้ (บางทีอาจแถมน้ำเสียนิดด้วยๆ) แล้วก็ฉากสำคัญช่วงท้ายเรื่องก็จะยิ่งทรงพลังได้มากกว่านี้

สรุปเป็น Spider-Man ภาคนี้ก็เป็นภาคที่มองบันเทิงใจนั่นแหละ แต่มันความเพลิดเพลินที่ไม่ตราตรึง ถ้าเกิดสมมติอีก 5 ปีด้านหน้า Sony เกิด Remake/Reboot ไอ้แมงมุมขึ้นมาใหม่อีก พวกเราก็พร้อมที่จะลืมเลือนภาคนี้ไปได้อย่างสะดวกสบาย

สไปเดอร์แมน 1

Amazing Spider Man