01/12/2021

ดูหนังออนไลน์เต็มเรื่อง ชัดระดับ hd ดูฟรี

ดูหนังใหม่ชนโรง 2020 เว็บดูหนังออนไลน์ ฟรี HD ชัด เต็มเรื่อง มาสเตอร์ พากย์ไทย ซาวด์แทร็ก ซับไทย รวมหนังมาแรง หนังซูม หนังดี หนังมันๆ ดูซีรี่ย์บนมือถือ อัพเดตทุกวัน.

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม! ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน 3 แกนนำราษฎร เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง

อ่านฉบับเต็มคำวินิจฉัยประวัติศาสตร์ ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน 3 แกนนำราษฎร “อานนท์-ไมค์-รุ้ง” เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง สั่งเครือข่ายหยุดการกระทำ สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องธำรงไว้

วันนี้ (10 พฤศจิกายน) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินว่าการกระทำของ นายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์พันธุ์ จาดนอก หรือ “ไมค์” รวมทั้งนางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้งกินน้ำ” ที่รวมตัวปราศรัยช่วงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งมีการเสนอคำเรียกร้อง 10 ข้อสำหรับเพื่อการแก้ไขสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเครือข่าย ได้แก่การใช้สิทธิหรือความอิสระเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง จึงมีคำบัญชาให้เลิกพฤติกรรม โดยศาลบอกเหตุผลว่า

ศาลได้พิเคราะห์คำร้อง คำอธิบายแก้ข้อกล่าวหา เอกสารชี้แจงจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวเนื่องแล้วเห็นว่า คดีมีหัวข้อจะต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 3 ได้แก่การใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งไหม

ความเป็นจริงตามคำร้อง คำอธิบาย พยานหลักฐานต่างๆรวมถึงบันทึกเสียงคำพูดของผู้ถูกร้องทั้ง 3 ฟังเป็นที่ยุติว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ปราศรัยในที่ชุมชนหลายคราวหลายสถานที่ต่อเนื่องกัน เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 เรียกร้องให้ปฏิบัติงานปรับแก้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการประชุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ช่วงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ผู้ถูกร้องทั้งอภิปรายเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยคำเรียกร้อง 10 ข้อ

กรณีมีข้อพิพาทที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า คำร้องไม่ชัดเจนกำกวมครบส่วนประกอบตามมายี่ห้อ 49 ไหม เห็นว่าเมื่อพิเคราะห์คำร้องเป็นการอ้างถึงการที่ผู้ถูกร้องปราศรัยช่วงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ในเวทีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะไม่ทน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีเนื้อหาบิดเบือนอาจเอื้อม ล้อเลียน หมิ่นพระบรมเดชานุภาพสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำที่มีเจตนาล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

โดยที่เอกสารต่างๆรวมถึงถอดคลิปเสียงที่แสดงถึงพฤติกรรมของผู้ถูกร้องทั้ง 3 กับพวก ประกอบมาด้านหลังคำร้อง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของคำร้องเช่นนี้ คำร้องจึงมีความแจ่มแจ้งรวมทั้งเพียงพอที่จะทำให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 เข้าใจสภาพของพฤติกรรมที่เป็นข้อกล่าวหาสามารถต่อสู้คดีได้ ข้อพิพาทนี้ของผู้ถูกร้องทั้ง 3 จึงฟังไม่ขึ้น

หัวข้อที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า พฤติกรรมของผู้ถูกร้องทั้ง 3 ได้แก่การใช้สิทธิหรือความอิสระเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่งไหม พิเคราะห์เห็นว่าแนวทางตามรัฐธรรมนูญ พื้นฐานระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ คุณค่าทางรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นแก่นของการปกครองระบอบระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ มีคุณค่าสำคัญ ดังเช่นว่า การป้องกันสิทธิเสรีภาพของปวงประชาชาวไทยตามรัฐธรรมนูญหมวด 3

ทั้งนี้ การป้องกันสิทธิรวมทั้งความอิสระของสามัญชนมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญครั้งแรกในรัฐธรรมนูญที่แว่นแคว้นสยาม พุทธศักราช 2475 มีการบัญญัติเรื่อยๆมาในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 25 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า สิทธิรวมทั้งความอิสระของปวงประชาชาวไทยเว้นแต่ที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดเอาไว้ภายในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิความอิสระที่จะกระทำการนั้นได้ รวมทั้งได้รับการป้องกันตามรัฐธรรมนูญจวบจนการใช้สิทธิรวมทั้งความอิสระเช่นว่านั้นไม่กระทบหรือมีอันตรายต่อความยั่งยืนของรัฐ ความเรียบร้อยรวมทั้งศีลธรรมอันดีของสามัญชน และไม่ฝ่าฝืนสิทธิหรือความอิสระของบุคคลอื่น

บทบัญญัติดังที่กล่าวถึงแล้วกำหนดหลักประกันเกี่ยวกับสิทธิรวมทั้งความอิสระของสามัญชน สามารถแยกได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ รวมทั้งส่วนที่รัฐธรรมนูญหรือบทบัญญัติที่กฎหมายอื่นมิได้มีการบัญญัติห้ามไว้ ปวงประชาชาวไทยซึ่งมีสิทธิรวมทั้งความอิสระดังที่กล่าวถึงแล้วทั้งได้รับการป้องกันตามรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงให้การคุ้มครองการใช้สิทธิเสรีภาพทุกกรณีทั้งๆที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะรวมทั้งที่มิได้มีบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญหรือบทบัญญัติที่กฎหมายอื่นห้ามหรือจำกัดไว้ โดยมีเงื่อนไขว่าการใช้สิทธิรวมทั้งความอิสระที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองจะต้องไม่กระทบหรือมีอันตรายต่อความยั่งยืนของรัฐ ความเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของสามัญชน และไม่ฝ่าฝืนสิทธิรวมทั้งความอิสระของบุคคลอื่น เมื่อบุคคลมีสิทธิรวมทั้งความอิสระย่อมมีหน้าที่รวมทั้งความรับผิดชอบตามมาด้วย

หน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวโยงกับสิทธิรวมทั้งเสรีภาพทางการเมือง ปรากฏชัดเจนในรัฐธรรมนูญ หมวด 4 หน้าที่ของปวงประชาชาวไทยมาตรา 50 (1) (3) (6) ที่กำหนดให้บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา กษัตริย์ รวมทั้งการปกครองระบอบระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ กระทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เคารพนับถือ และไม่ฝ่าฝืนสิทธิรวมทั้งความอิสระของบุคคลอื่น และไม่กระทำการใดที่จะทำให้เกิดการแบ่งแยกหรือรังเกียจของสังคม

มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลจะใช้สิทธิรวมทั้งความอิสระเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำมิได้ วรรคสอง บัญญัติว่า คนไหนกันรู้ดีว่ามีการทำตามวรรคหนึ่งย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อวิงวอนให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งให้เลิกพฤติกรรมดังที่กล่าวถึงแล้วได้

วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำบัญชาไม่รับปฏิบัติงานดังที่วิงวอนไหมปฏิบัติงานข้างใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับการร้องขอ ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ รวมทั้งวรรคสี่ บัญญัติว่า การปฏิบัติงานตามมายี่ห้อนี้ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญาของผู้กระทำการของผู้กระทำการตามวรรคหนึ่ง

มาตรา 49 เป็นบทบัญญัติที่มีจุดหมายคุ้มครองป้องกันคุ้มครองระบบการปกครองของประเทศที่เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ หลักเกณฑ์ให้ผู้ที่รู้ดีว่ามีการกระทำอันเป็นการใช้สิทธิหรือความอิสระล้มล้างการปกครองระบอบระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ ร้องต่ออัยการสูงสุดรวมทั้งกรณีที่อัยการสูงสุดไม่รับปฏิบัติงานตามคำขอร้องข้างใน 15 วัน สามารถยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญเองได้

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การปฏิบัติงานตามมาตราดัขี้งกล่าวไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ โดยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 มุ่งหมายให้ปวงประชาชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมสำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันคุ้มครองรวมทั้งพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ รวมทั้งกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจสำหรับเพื่อการทำหน้าที่พิจารณารวมทั้งวินิจฉัยสั่งให้เลิกพฤติกรรมที่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

โดยหลักการตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญที่แว่นแคว้นสยาม พุทธศักราช 2475 ปรับแก้เสริมเติม พุทธศักราช 2495 มาตรา 35 รวมทั้งบัญญัติในลักษณะเดียวกันในรัฐธรรมนูญทุกฉบับเป็นการวางแนวทางเพื่อคุ้มครองป้องกันการปกครองระบอบระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ จากภัยรุกรามอันมีเหตุมาจากพฤติกรรมซึ่งได้แก่การใช้สิทธิหรือความอิสระตามรัฐธรรมนูญในลักษณะมุ่งหมายให้กับกลาย รวมทั้งคุณค่าของรัฐธรรมนูญที่รองรับการดำรงชีพของระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำมิให้ยกเลิกหรือสูญเสียไป

แนวทางตามหลักรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง ปรากฏเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 63 รวมทั้งบัญญัติในลักษณะเดียวกันในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 68 เป็นบทบัญญัติที่มีเป้าประสงค์กำหนดว่าเมื่อมีผู้รู้ถึงพฤติกรรมอันเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ บุคคลผู้นั้นย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งให้เลิกพฤติกรรมดังที่กล่าวถึงแล้ว

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติเพิ่มเพื่อกำเนิดความแจ่มแจ้งเพิ่มขึ้นว่าหากอัยการสูงสุดมีคำบัญชาไม่รับคำร้องดังที่วิงวอนข้างใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับการร้องขอ ผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญเองได้ บทบัญญัติดังที่กล่าวถึงแล้วเป็นการการันตีสิทธิของประชาชนสำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันรัฐธรรมนูญจากพฤติกรรมของบุคคลหรือกรุ๊ปบุุคคลที่ใช้สิทธิหรือความอิสระตามรัฐธรรมนูญในประการที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองระบอบระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ

โดยเหตุนี้ การใช้สิทธิคุ้มครองป้องกันรัฐธรรมนูญถือเป็นกลไกหนึ่งของระบบชอบธรรมทางรัฐธรรมนูญ โดยบุคคลที่ใช้สิทธิสำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันรัฐธรรมนูญต้องยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อพิเคราะห์พิจารณาความเป็นจริงตามคำร้องก่อนเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิเคราะห์วินิจฉัยสั่งให้เลิกพฤติกรรมดังที่กล่าวถึงแล้ว อัยการสูงสุดมีคำบัญชาไม่รับปฏิบัติงานดังที่วิงวอนไหมปฏิบัติงานข้างใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับการร้องขอ รัฐธรรมนูญก็การันตีสิทธิของผู้ร้องสำหรับเพื่อการยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เอง

การรับรองสิทธิของผู้ร้องในกรณีดังที่กล่าวถึงแล้วเป็นการสร้างหลักประกันการคงอยู่ไว้ซึ่งแนวทางอันเป็นสาระสำคัญที่การปกครองระบอบระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ เมื่อใดที่ปรากฏพฤติกรรมที่เข้าข่ายได้แก่การใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ พฤติกรรมในลักษณะดังที่กล่าวถึงแล้วย่อมถูกกล่าวอ้างเป็นคดีความในศาลรัฐธรรมนูญได้

ความเป็นจริงที่ปรากฏตามคำร้อง คำร้องเสริมเติม คำอธิบายแก้ข้อกล่าวหา รวมทั้งพยานหลักฐานต่างๆที่สำนักงานอัยการสูงสุดร่วมกับโรงพักภูธรคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เลขาธิการที่ประชุมความยั่งยืนแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้บังคับบัญชาตำรวจแห่งชาติ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่า ช่วงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ผู้ถูกร้องทั้ง 3 จัดประชุมปราศรัย เวทีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะไม่ทน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

การปรารภของนายอานนท์ นำภา ผู้ถูกร้องที่ 1 ปราศรัยถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า “ที่พวกเรามาชุมนุมกันในวันนี้ เพื่อยืนยันว่านอกจากคำแนะนำ 3 ข้อที่พวกเรากล่าวกันอยู่ทุกเวที ความเป็นจริงมีคำแนะนำระหว่างบรรทัดที่เป็นคำแนะนำสำคัญที่สุด คือ การจัดการกับปัญหาการขยายพระราชอำนาจของกษัตริย์ รวมทั้งผมขอยืนยันอีกรอบว่านี่ไม่ใช่ม็อบล้มเจ้า ไม่ใช่ม็อบอาจเอื้อม แต่เป็นม็อบที่พูดเรื่องจริงเกี่ยวกับปัญหาชาติบ้านเมือง เรื่องสำคัญที่ผมกำลังจะพูดวันนี้ คือ คำเรียกร้องระหว่างบรรทัดของเรา ระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำนั้น หมายคือกษัตริย์จะต้องอยู่เหนือการบ้านการเมืองรวมทั้งอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ พระราชกรณียกิจอันใดที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ข้องแวะกับการบ้านการเมือง ต่อไปนี้จะต้องถูกตั้งข้อซักถามดังๆต่อสาธารณะ พวกเราต้องการมองเห็นสถาบันพระมหากษัตริย์ปรับพฤติกรรมเข้าพบสามัญชน ไม่ใช่ให้พวกเราปรับพฤติกรรมเข้าพบสถาบันพระมหากษัตริย์

การอยู่ใต้รัฐธรรมนูญเป็นสาระสำคัญของการปกครองที่เรามีอยู่ แต่ปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์มานะใช้อิทธิพลผ่านการปฏิวัติปี 2557 กษัตริย์หากยังเป็นกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำ จะต้องไม่เซ็นการันตีการปฏิวัติ ถ้าเกิดการปฏิวัติเกิดขึ้น กษัตริย์จะต้องอยู่ฝ่ายระบบประชาธิปไตยเพียงแค่นั้น”

ส่วนนายภาณุพงศ์พันธุ์ จาดนอก ผู้ถูกร้องที่ 2 กล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า “นับจากคณะพลเมืองนำโดยท่านปรีดี พนมยงค์ รวมทั้งท่านพระยาพหลพลพยุหเสนาได้มีการปฏิรูปสยามจากระบอบราชาธิปไตยเป็นระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปัจจุบันนี้ผมมีความคิดว่าการใช้ระบอบราชาธิปไตยยังใช้ยาวมาจนกระทั่งรัชกาลปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุว่ากษัตริย์อยู่เหนืออำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อำนาจ อำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ ถามคำถามว่าเพราะอะไรจะต้องกล่าวแบบนี้

ท่านเคยทราบไหมนะครับว่าหมวดที่ 2 ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 วรรคสอง บอกไว้ว่าคนไหนกันไม่สามารถที่จะฟ้องร้องกษัตริย์ได้ เช่นนี้แล้วแปลว่ากษัตริย์อยู่เหนืออำนาจอธิปไตยที่สามัญชนเป็นเจ้าของ เจตนาการพูดของผมในครั้งนี้ต้องการให้กษัตริย์อยู่ในที่ที่เหมาะสมร่วมกับสามัญชนชาวไทยได้ รวมทั้งที่บอกว่าอยู่เหนืออำนาจอธิปไตย คือ การอยู่เหนืออำนาจของสามัญชนโดย